ราชเทวี ชื่อนี้มาจากใคร? เพิ่งตั้งเป็นเขตไม่ถึง 40 ปี แต่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ราชเทวี ชื่อนี้มาจากใคร? เพิ่งตั้งเป็นเขตไม่ถึง 40 ปี แต่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ราชเทวี ชื่อนี้มาจากใคร? เพิ่งตั้งเป็นเขตไม่ถึง 40 ปี แต่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ราชเทวี ชื่อนี้มาจากใคร? เขตเล็กๆ กลางกรุง อายุไม่ถึง 40 ปี แต่มีประวัติยาวนาน

“ราชเทวี” เป็นหนึ่งในชื่อเขตของกรุงเทพฯ ที่หลายคนคุ้นเคย ทั้งจากแยกราชเทวี รถไฟฟ้าบีทีเอส และย่านการค้าสำคัญรอบประตูน้ำ แต่เบื้องหลังชื่อ “ราชเทวี” ไม่ได้เกิดจากคำเรียกพื้นที่ทั่วไป หากมีที่มาจากพระนามของเจ้านายฝ่ายในพระองค์สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5

ที่มาจากพระนามของพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี

สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงสุขุมาลมารศรี ประสูติเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2404 เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าคุณจอมมารดาสำลี สกุลบุนนาค

ในรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้รับการสถาปนาเป็น พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ใน พ.ศ. 2424 และทรงมีบทบาทหลายด้าน ทั้งทรงเป็นราชเลขานุการส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ 5 เป็นอุปนายิกาสภาอุณาโลมแดง และทรงสนับสนุนด้านการศึกษา โดยต่อมาในรัชกาลที่ 7 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร และ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

จุดเริ่มต้นของชื่อ คือ “สะพานพระราชเทวี”

เรื่องราวของชื่อราชเทวีเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อมีการพัฒนาถนนพญาไทและจำเป็นต้องสร้างสะพานข้าม คลองประแจจีน บริเวณใกล้จุดตัดของถนนพญาไทกับถนนเพชรบุรีในปัจจุบัน

ในวาระที่พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี มีพระชนมายุครบ 50 พรรษา ใน พ.ศ. 2454 พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะใช้ทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างสะพานเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แทนการจัดพิธีเฉลิมพระชนมายุ สะพานแห่งนี้จึงได้รับพระราชทานนามว่า “สะพานพระราชเทวี” ตามพระอิสริยยศของพระองค์

หลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่คือป้ายจารึกจากสะพาน ซึ่งระบุว่าพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงสร้างสะพานและอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสะพานเปิดใช้อย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2454

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

สะพานหายไป แต่ชื่อ “ราชเทวี” ยังอยู่

สะพานพระราชเทวีตั้งอยู่บนถนนพญาไทบริเวณที่ข้ามคลองประแจจีน แต่เมื่อกรุงเทพฯ ขยายตัวและมีการปรับปรุงถนนเพชรบุรี คลองประแจจีนถูกถมในช่วงประมาณ พ.ศ. 2503-2504 ทำให้สะพานพระราชเทวีหมดความจำเป็นและถูกรื้อออกไป

อย่างไรก็ตาม ชื่อ “ราชเทวี” ไม่ได้หายไปพร้อมสะพาน เพราะบริเวณจุดตัดถนนพญาไทกับถนนเพชรบุรีถูกเรียกต่อมาว่า “สี่แยกราชเทวี” จนกลายเป็นชื่อย่านที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคย ส่วนป้ายชื่อและคำจารึกจากสะพานเดิมมีข้อมูลว่าได้รับการเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด

เหตุผลที่เลือกใช้ชื่อ “ราชเทวี” เมื่อตั้งเขตใหม่ ก็เพราะแยกราชเทวีเป็นสถานที่สำคัญและเป็นชื่อที่ประชาชนรู้จักกันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว ทำให้ชื่อของสะพานที่หายไปจากภูมิทัศน์เมือง กลับยังคงอยู่ในชื่อพื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมป้านสะพานราชเทวี

ก่อนเป็นเขตราชเทวี พื้นที่นี้เคยขึ้นกับอำเภอดุสิตและพญาไท

พื้นที่ที่เป็นเขตราชเทวีในปัจจุบัน เดิมประกอบด้วยพื้นที่ของ ตำบลทุ่งพญาไท ตำบลถนนพญาไท ตำบลถนนเพชรบุรี และตำบลมักกะสัน ซึ่งในอดีตเคยอยู่ในการปกครองของอำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร

ต่อมาใน พ.ศ. 2509 พื้นที่ทั้ง 4 ตำบลถูกย้ายมาขึ้นกับอำเภอพญาไท กระทั่ง พ.ศ. 2515 เมื่อมีการจัดตั้งกรุงเทพมหานคร อำเภอพญาไทจึงเปลี่ยนเป็น “เขตพญาไท” ส่วนตำบลต่าง ๆ ก็เปลี่ยนสถานะเป็นแขวง

พ.ศ. 2532 ตั้ง “เขตราชเทวี” อย่างเป็นทางการ

เมื่อพื้นที่เขตพญาไทมีความเจริญและมีประชากรหนาแน่นมากขึ้น จึงมีการแบ่งพื้นที่เพื่อให้การบริหารจัดการสะดวกขึ้น กระทรวงมหาดไทยมีประกาศลงวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 แยกพื้นที่ทางตอนใต้ของเขตพญาไทออกมาตั้งเป็น เขตราชเทวี

เขตราชเทวีที่จัดตั้งขึ้นใหม่ประกอบด้วย 4 แขวง ได้แก่ แขวงทุ่งพญาไท แขวงถนนพญาไท แขวงมักกะสัน และแขวงถนนเพชรบุรี ซึ่งยังคงเป็น 4 แขวงของเขตราชเทวีในปัจจุบัน พื้นที่รวมประมาณ 7.725 ตารางกิโลเมตร

เขตราชเทวีในวันนี้

แม้จะมีพื้นที่ไม่ใหญ่ แต่ราชเทวีเป็นหนึ่งในเขตใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีความสำคัญทั้งด้านการคมนาคม การค้า การศึกษา และสาธารณสุข ภายในพื้นที่มีทั้งย่านประตูน้ำ มักกะสัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนเพชรบุรี และพื้นที่ตามแนวถนนพญาไท

เส้นทางสำคัญหลายสาย เช่น ถนนพญาไท ถนนราชปรารภ ถนนเพชรบุรี และถนนศรีอยุธยา ทำให้พื้นที่แห่งนี้เชื่อมต่อกับย่านธุรกิจและใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันยังมีทั้งโรงพยาบาล สถานศึกษา โรงแรม ตลาด และศูนย์การค้าจำนวนมาก จึงกลายเป็นหนึ่งในย่านเมืองที่มีผู้คนเดินทางเข้าออกตลอดทั้งวัน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล